Search
Close this search box.
Search
Close this search box.

การสร้างกรอบแนวคิดงานวิจัย วิจัยปริญญาเอก รปศ.

การสร้างกรอบแนวคิดงานวิจัย วิจัยปริญญาเอก รปศ.

แนวคิด เทคนิค วิธีการ การสร้างกรอบแนวคิดงานวิจัย วิจัยปริญญาเอก รปศ.

บทความนี้มีลักษณะ เชิงวิชาการ  อธิบายแต่ละหัวข้ออย่างละเอียด และมีรายการอ้างอิงที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเน้นการประยุกต์ใช้กับงานวิจัยระดับปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์โดยตรง เพื่อให้นักวิจัย นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (รปศ.) สามารถเข้าใจเทคนิคที่ถูกต้องสำหรับ การสร้างกรอบแนวคิดงานวิจัย วิจัยปริญญาเอก รปศ.

การสร้างกรอบแนวคิดงานวิจัย วิจัยปริญญาเอก รปศ.
การสร้างกรอบแนวคิดงานวิจัย วิจัยปริญญาเอก รปศ.

แนวคิด เทคนิค องค์ประกอบ และวิธีการสร้างกรอบแนวคิดงานวิจัยสำหรับวิจัยปริญญาเอก สาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับการทำวิจัยทุประเภท คือ  กรอบแนวคิดการวิจัย หรือ Conceptual Framework โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยระดับปริญญาเอก หรือ ดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) เนื่องจากทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่าง ปัญหาการวิจัย ทฤษฎี งานวิจัยที่ผ่านมา ตัวแปร สมมติฐาน วิธีเก็บข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ข้อมูล เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

หากกรอบแนวคิดได้รับการออกแบบอย่างมีเหตุผล งานวิจัยทั้งฉบับจะมีทิศทางชัดเจน ในทางกลับกัน หากกรอบแนวคิดไม่มีฐานทฤษฎีหรือสร้างจากการเลือกตัวแปรตามความสนใจของผู้วิจัยเพียงอย่างเดียว ย่อมทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องตั้งแต่การกำหนดสมมติฐานจนถึงการอภิปรายผล

ความสำคัญดังกล่าวยิ่งเด่นชัดในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ เพราะปรากฏการณ์ที่ศึกษาโดยทั่วไปมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายระดับ เช่น บุคคล องค์กร สถาบัน นโยบาย เครือข่าย และสภาพแวดล้อมทางสังคม การศึกษาเกี่ยวกับธรรมาภิบาล รัฐบาลดิจิทัล ความไว้วางใจของประชาชน การบริหารนโยบาย หรือความร่วมมือระหว่างภาคส่วน จึงมักต้องใช้กรอบแนวคิดเพื่อจัดระเบียบตัวแปรและอธิบายกลไกความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ งานร่วมสมัยด้าน Open Government และ Digital Governance แสดงให้เห็นเช่นกันว่าการสร้างกรอบแนวคิดที่ดีมักเกิดจากการสังเคราะห์แนวคิดหลายชุดและจัดความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบให้ชัดเจนก่อนนำไปพัฒนาข้อเสนอหรือแบบจำลองวิจัย (OUP Academic)

1. ความหมายและบทบาทของกรอบแนวคิดการวิจัย

กรอบแนวคิดการวิจัยสามารถอธิบายได้ว่าเป็นโครงสร้างเชิงเหตุผลที่แสดงว่าแนวคิดหรือตัวแปรใดเกี่ยวข้องกัน และผู้วิจัยคาดว่าความสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้นในลักษณะใด กรอบแนวคิดจึงไม่ใช่เพียงรูปภาพที่มีกล่องและลูกศร แต่เป็นผลของการสังเคราะห์วรรณกรรมและการใช้เหตุผลเชิงทฤษฎี

ในงานรัฐประศาสนศาสตร์ กรอบแนวคิดมีบทบาทอย่างน้อยสามระดับ ระดับแรกคือ ระดับการอธิบายปรากฏการณ์ เช่น เหตุใดประชาชนจึงไว้วางใจองค์กรภาครัฐ ระดับที่สองคือ ระดับการกำหนดความสัมพันธ์ของตัวแปร เช่น ความโปร่งใสอาจส่งผลต่อความไว้วางใจผ่านการรับรู้ความรับผิดชอบของภาครัฐ และระดับที่สามคือ ระดับการออกแบบการวิเคราะห์ เช่น หากกรอบกำหนดตัวแปรส่งผ่าน ผู้วิจัยต้องเลือกวิธีวิเคราะห์ที่สามารถทดสอบ mediation ได้

งานของ Gil-Garcia และคณะในเรื่อง Open Government เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างกรอบแนวคิดจากแนวคิดหลายมิติ โดยแยกองค์ประกอบของ Open Government ออกจากผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาวรรณกรรมเดิมที่มักศึกษา transparency, participation และ collaboration แยกจากกัน (OUP Academic)

สรุปท้ายหัวข้อ: กรอบแนวคิดที่มีประสิทธิภาพต้องทำมากกว่าการแสดงตัวแปร แต่ต้องอธิบายตรรกะว่า “เหตุใดตัวแปรหนึ่งจึงควรสัมพันธ์กับอีกตัวแปรหนึ่ง” และต้องสามารถนำตรรกะดังกล่าวไปทดสอบเชิงประจักษ์ได้

2. เริ่มต้นจากปัญหาการวิจัย ไม่ใช่เริ่มจากตัวแปร

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในงานปริญญาเอกคือการเริ่มต้นด้วยการค้นหาตัวแปรที่ได้รับความนิยม เช่น Digital Leadership, Good Governance หรือ Organizational Innovation แล้วนำมารวมกันก่อนที่จะตอบได้ว่าปัญหาวิจัยคืออะไร วิธีที่เหมาะสมกว่าคือเริ่มจาก ปรากฏการณ์หรือปัญหาทางรัฐประศาสนศาสตร์ที่ต้องการอธิบาย

ตัวอย่างเช่น หากปัญหาคือ “ประชาชนใช้บริการรัฐบาลดิจิทัลมากขึ้น แต่ความไว้วางใจต่อหน่วยงานไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม” ผู้วิจัยควรตั้งคำถามว่าอะไรเป็นกลไกที่ทำให้เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างความไว้วางใจได้ อาจเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส คุณภาพบริการ ความสามารถของหน่วยงาน ความปลอดภัยของข้อมูล หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน จากนั้นจึงเข้าสู่การค้นหาทฤษฎีและหลักฐานที่อธิบายตัวแปรเหล่านั้น

แนวทางนี้สอดคล้องกับงานด้าน Digital Government สมัยใหม่ ซึ่งมองการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลไม่ใช่เพียงเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการกำกับดูแล กระบวนการตัดสินใจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผลลัพธ์สาธารณะด้วย (ScienceDirect)

สรุปท้ายหัวข้อ: ตัวแปรต้องเกิดจากปัญหา ไม่ใช่ปัญหาเกิดจากตัวแปรที่ผู้วิจัยอยากใช้ หากสามารถตอบได้ว่าปัญหาคืออะไร เหตุใดจึงเกิด และอะไรน่าจะอธิบายปัญหานั้นได้ การสร้างกรอบแนวคิดจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น

3. การเลือกทฤษฎีหลักให้เหมาะสม

งานปริญญาเอกควรมีทฤษฎีหรือชุดแนวคิดที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการอธิบายความสัมพันธ์ ไม่ควรนำหลายทฤษฎีมาวางรวมกันโดยไม่มีเหตุผล

ตัวอย่างเช่น งานที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอาจใช้ Stakeholder Theory หรืองาน Collaborative Governance เป็นฐาน งานที่ศึกษาปัญหาผลประโยชน์หรือการกำกับดูแลอาจใช้ Agency Theory ขณะที่งานด้านพฤติกรรมข้าราชการอาจใช้แนวคิด Public Service Motivation หรือ Behavioral Public Administration

สำหรับประเด็น Collaborative Governance กรอบของ Emerson และคณะเสนอให้มองความร่วมมือเป็นระบบที่ประกอบด้วยบริบท แรงขับ กระบวนการทำงานร่วมกัน และผลลัพธ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีสามารถนำมาใช้จัดองค์ประกอบของกรอบแนวคิดได้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงนำชื่อทฤษฎีมาเขียนในบทที่ 2 เท่านั้น (OUP Academic)

หลักสำคัญคือ นักวิจัยควรถามว่า ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายกลไกของความสัมพันธ์ในโมเดลได้หรือไม่ หากไม่ได้ ควรพิจารณาทฤษฎีอื่น แม้ว่าทฤษฎีนั้นจะเป็นที่นิยมก็ตาม

4. การกำหนดตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม

ตัวแปรอิสระควรเป็นปัจจัยที่มีเหตุผลเชิงทฤษฎีว่าจะช่วยอธิบายความเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม ตัวอย่างเช่น ในงานรัฐประศาสนศาสตร์ ตัวแปรอิสระอาจประกอบด้วย

  • ภาวะผู้นำ
  • ธรรมาภิบาล
  • ความสามารถขององค์กร
  • การเปลี่ยนผ่านดิจิทัล
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน
  • วัฒนธรรมองค์กร

ส่วนตัวแปรตามควรเป็นผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กับปัญหาวิจัย เช่น ประสิทธิผลขององค์กร คุณภาพบริการ ความไว้วางใจของประชาชน ประสิทธิผลของนโยบาย หรือ Public Value

การเลือกตัวแปรไม่ควรพิจารณาเพียงว่ามีงานวิจัยเดิมใช้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณา ระดับการวิเคราะห์ (Level of Analysis) ด้วย เช่น Digital Literacy เป็นคุณลักษณะระดับบุคคล ขณะที่ Institutional Capacity เป็นตัวแปรระดับองค์กร หากนำมาอยู่ในโมเดลเดียวกันต้องมีเหตุผลว่าความสัมพันธ์ข้ามระดับเกิดขึ้นอย่างไร

งาน OECD ด้านการประเมินระบบบริหารภาครัฐแสดงให้เห็นว่า Public Administration สามารถพิจารณาได้ทั้งจากปัจจัยนำเข้า เช่น กฎหมาย สถาบัน บุคลากร และกระบวนการ ตลอดจนผลลัพธ์ เช่น ประสิทธิผล ความเปิดกว้าง ความซื่อสัตย์ และคุณภาพบริการ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ต่อการแยกตัวแปรอธิบายออกจากตัวแปรผลลัพธ์ (OECD)

5. การใช้ตัวแปรส่งผ่านเพื่ออธิบาย “กลไก”

งานระดับปริญญาเอกควรพยายามตอบมากกว่าว่า X ส่งผลต่อ Y หรือไม่ แต่ควรพิจารณาว่า X ส่งผลต่อ Y ผ่านกระบวนการอะไร

นี่คือบทบาทของตัวแปรส่งผ่าน หรือ Mediator

ตัวอย่างเช่น

Digital Leadership → Organizational Learning → Public Sector Innovation

ในโมเดลนี้ ไม่ได้เสนอเพียงว่าผู้นำดิจิทัลทำให้นวัตกรรมเพิ่มขึ้น แต่เสนอว่าภาวะผู้นำสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ก่อน และการเรียนรู้จึงนำไปสู่นวัตกรรม

โมเดลเช่นนี้มีคุณค่าเชิงทฤษฎีมากกว่าโมเดลที่มีลูกศรจากตัวแปรอิสระหลายตัวเข้าสู่ตัวแปรตามเพียงอย่างเดียว เพราะช่วยอธิบายกลไกภายในของปรากฏการณ์

6. ตัวแปรกำกับช่วยอธิบายว่า “เมื่อใด” ความสัมพันธ์จึงเกิดขึ้น

Moderator แตกต่างจาก Mediator ตัวแปรส่งผ่านตอบว่า “เกิดขึ้นอย่างไร” ส่วนตัวแปรกำกับตอบว่า “เกิดขึ้นมากหรือน้อยภายใต้เงื่อนไขใด”

ตัวอย่างเช่น

Citizen Participation → Public Trust

แต่ความสัมพันธ์นี้อาจขึ้นอยู่กับ Government Transparency

กล่าวคือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอาจไม่สร้างความไว้วางใจ หากประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือไม่เข้าใจกระบวนการตัดสินใจ

งานด้าน Open Government และ Collaborative Accountability สะท้อนให้เห็นว่าธรรมาภิบาลสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์หลายองค์ประกอบ และบทบาทของ accountability เปลี่ยนไปตามรูปแบบของ governance arrangement (OUP Academic)

7. เทคนิคการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่อสร้างกรอบแนวคิด

ไม่ควรสร้างกรอบแนวคิดจากบทความเพียง 2–3 เรื่อง แต่ควรสร้าง Literature Matrix โดยกำหนดคอลัมน์อย่างน้อยดังนี้

ผู้วิจัยปีทฤษฎีตัวแปรอิสระตัวแปรตามMediator/Moderatorผลวิจัย

จากนั้นพิจารณาว่า ตัวแปรใดปรากฏซ้ำ ตัวแปรใดมีผลไม่สอดคล้องกัน และความสัมพันธ์ใดยังไม่ได้รับการทดสอบในบริบทที่ผู้วิจัยสนใจ

แนวทางนี้มีความสำคัญในรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะงานในสาขานี้มีแนวโน้มเกิดการแตกแขนงของแนวคิด เช่น งาน Open Government เคยแยกศึกษา transparency, participation และ collaboration จึงทำให้เกิดความพยายามสร้างกรอบแบบบูรณาการเพื่อรวมองค์ประกอบที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน (OUP Academic)

8. การสร้างสมมติฐานจากกรอบแนวคิด

สมมติฐานทุกข้อควรตรงกับลูกศรในกรอบแนวคิด

ตัวอย่างกรอบ

Digital Leadership ──────┐

Organizational Learning

Public Innovation

Governance Quality ─────────────────→ Public Innovation

สมมติฐานอาจประกอบด้วย

H1: Digital Leadership มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ Organizational Learning
H2: Organizational Learning มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ Public Innovation
H3: Digital Leadership มีอิทธิพลทางอ้อมต่อ Public Innovation ผ่าน Organizational Learning
H4: Governance Quality มีอิทธิพลเชิงบวกต่อ Public Innovation

หากในกรอบมีลูกศร แต่ไม่มีสมมติฐานรองรับ หรือมีสมมติฐานที่ไม่มีเส้นทางในกรอบ แสดงว่าโครงสร้างงานยังไม่สอดคล้องกัน

9. ลักษณะกรอบแนวคิดระดับปริญญาเอกที่มีคุณภาพ

กรอบที่ดีควรมีคุณสมบัติสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ มีฐานทฤษฎี มีหลักฐานเชิงประจักษ์ มีความประหยัด มีความใหม่ และสามารถทดสอบได้

ความประหยัดหรือ Parsimony มีความสำคัญ เพราะโมเดลที่มีตัวแปรมากไม่ได้หมายความว่ามีคุณภาพสูงกว่า การเลือกเฉพาะตัวแปรที่จำเป็นและสามารถอธิบายกลไกสำคัญได้จะทำให้โมเดลมีพลังในการอธิบายมากกว่า

ส่วนความใหม่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสร้างทฤษฎีใหม่ทั้งหมด แต่อาจเกิดจากการนำทฤษฎีเดิมไปใช้กับบริบทใหม่ การเชื่อมทฤษฎีสองชุดที่ไม่เคยเชื่อมกัน การเพิ่ม mediator/moderator หรือการนำปรากฏการณ์ใหม่ เช่น AI Governance หรือ Digital Government มาทดสอบกับแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์เดิม งานด้าน Digital Governance ล่าสุดแสดงให้เห็นการสร้าง conceptual frameworks ใหม่เพื่อจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยี กลไก governance และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ScienceDirect)

10. ตัวอย่างกรอบแนวคิดสำหรับวิจัย รปศ. ระดับปริญญาเอก

หัวข้อสมมติ:

“อิทธิพลของภาวะผู้นำดิจิทัลและธรรมาภิบาลดิจิทัลต่อประสิทธิผลขององค์กรภาครัฐ โดยมีความสามารถด้านนวัตกรรมเป็นตัวแปรส่งผ่าน”

สามารถกำหนดได้ดังนี้

Digital Leadership ───────┐
├──→ Innovation Capability ───→
Digital Governance ───────┘ │

Public Organizational
Effectiveness

โมเดลนี้มีข้อได้เปรียบคือไม่ได้เสนอเพียงความสัมพันธ์ตรง แต่เสนอ กลไกการเปลี่ยนทรัพยากรด้านการนำและ governance ไปสู่ผลลัพธ์องค์กรผ่านความสามารถด้านนวัตกรรม

ในบริบทปัจจุบัน การพัฒนาการบริหารภาครัฐกำลังเชื่อมโยงกับ digital transformation, public sector capacity และ governance อย่างมาก OECD เองให้ความสำคัญกับการเพิ่ม effectiveness, capability, openness, integrity และ responsiveness ของระบบบริหารภาครัฐ ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานในการกำหนดตัวแปรผลลัพธ์หรือองค์ประกอบเชิงบริบทได้ (OECD)

สรุป

การสร้างกรอบแนวคิดสำหรับงานวิจัยระดับปริญญาเอกสาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจาก ปัญหาที่ต้องการอธิบาย → ทบทวนทฤษฎี → สังเคราะห์งานวิจัย → ระบุตัวแปร → อธิบายกลไก → สร้างสมมติฐาน → เลือกวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม ไม่ควรเริ่มจากการนำตัวแปรยอดนิยมมาเชื่อมกันก่อน

กรอบที่มีคุณภาพจะต้องตอบคำถามได้ 4 ข้อ คือ อะไรส่งผลต่ออะไร เพราะเหตุใด ผ่านกลไกใด และภายใต้เงื่อนไขใด หากสามารถตอบได้ครบ กรอบแนวคิดจะมีทั้งความแข็งแรงทางทฤษฎีและความสามารถในการนำไปทดสอบเชิงประจักษ์

สำหรับงานระดับปริญญาเอก ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนกล่องหรือลูกศร แต่คือความสามารถในการสร้างคำอธิบายใหม่ที่ช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ทางการบริหารภาครัฐได้ดีขึ้น

รายการอ้างอิง

Emerson, K., Nabatchi, T., & Balogh, S. (2012). An integrative framework for collaborative governance. Journal of Public Administration Research and Theory, 22(1), 1–29. (OUP Academic)

Gil-Garcia, J. R., Gasco-Hernandez, M., & Pardo, T. A. (2023). Making sense of open government: A conceptual framework and ideas for future research. Perspectives on Public Management and Governance, 6(2–3), 80–93. (OUP Academic)

Hanisch, M., Goldsby, C., Fabian, N. E., & Oehmichen, J. (2023). Digital governance: A conceptual framework and research agenda. Journal of Business Research, 162, 113777. (ScienceDirect)

Lee, J. Y. (2024). A conceptual digital policy framework via mixed-methods research. Government Information Quarterly. (ScienceDirect)

Lee, S. (2022). Framework for assessing accountability in collaborative governance. Perspectives on Public Management and Governance, 5(1), 63–80. (OUP Academic)

OECD. (2024). Public Administration in Ukraine: Assessment against the Principles of Public Administration. OECD Publishing. (OECD)

———. (2023–2026). Public Governance and Administration Modernisation. OECD. (OECD)

Setthasuravich, P. (2024). A scoping review of definitions, conceptual frameworks and measurement tools of policy capacity. (so04.tci-thaijo.org)

อ่านเพิ่มเติม

  1. ปรึกษาการทำวิจัยปริญญาเอกสาขารัฐประศาสนศาสตร์
รับทำวิจัยการเงิน รับทำวิจัยปริญญาโทการเงิน ปริญญาเอกการเงิน
รับทำวิจัยการเงิน รับทำวิจัยปริญญาโทการเงิน ปริญญาเอกการเงิน